แพลตฟอร์มจีนเตรียมคืนสู่เกมการแข่งขันในตลาดอเมริกา
ผู้บริโภคอเมริกันกำลังรับผลดีโดยตรงจากมาตรการผ่อนคลายภาษีศุลกากรชั่วคราวที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้ในปี 2568 ทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีนอย่าง Temu สามารถกลับมานำเข้าสินค้าราคาถูกเข้าสู่ตลาดได้คล่องตัวขึ้น
หลังอัตราภาษีนำเข้าบางรายการถูกลดลงจากเดิมที่เกือบ 100% เหลือเพียง 30% เป็นเวลา 90 วัน ไปสิ้นสุด ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เพร้อมทั้งลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าขนาดเล็กลงด้วย
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Temu กำลังได้รับโอกาสใหม่ในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ Temu และผู้บริโภคชาวอเมริกัน
เริ่มต้นจากศูนย์สู่ผู้เล่นรายใหญ่ภายในสองปีครึ่ง
เมื่อ Temu เปิดตัวในสหรัฐฯ ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน 2565 น้อยคนจะคาดหวังว่าแพลตฟอร์มที่เน้นขายสินค้าราคาถูกจากจีนจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของ Amazon ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี
กลยุทธ์การตลาดแบบทุ่มทุน ของ Temu รวมถึงการซื้อโฆษณาช่วง Super Bowl 2566 และการใช้ระบบเกมในแอปพลิเคชันเพื่อดึงดูดผู้ใช้ ช่วยให้บริษัทสามารถครองใจผู้บริโภคอเมริกันได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งในปี 2567 Temu กลายเป็นเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอันดับสองของโลก และมีผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า Amazon
ผู้บริหารบริษัทค้าปลีกชั้นนำแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กล่าวว่า “Temu เปลี่ยนกติกาการแข่งขันโดยสิ้นเชิง พวกเขาตัดตัวกลางออกไป จึงขายของได้ถูกกว่าใครอย่างเห็นได้ชัด”
ผลกระทบต่อตลาดค้าปลีกอเมริกา
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด Earnest Analytics เผยให้เห็นว่า Temu มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อร้านค้าปลีกประเภทสินค้าลดราคาในอเมริกา โดยเฉพาะ Five Below, Ollie’s Bargain, Dollar Tree และ Dollar General
ที่น่าสนใจคือ ลูกค้า Temu มีแนวโน้มจับจ่ายใช้สอยมากกว่าลูกค้าทั่วไปในร้านค้าเหล่านี้ ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูงสำหรับธุรกิจค้าปลีก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลของ Temu เริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี 2567 โดยเฉพาะกับร้านค้าขนาดใหญ่อย่าง Target และ Etsy ที่เห็นการใช้จ่ายจากลูกค้า Temu ลดลง

ความท้าทายจากนโยบายการค้า
ในช่วงต้นปี 2568 PDD Holdings บริษัทแม่ของ Temu รายงานผลกำไรที่ลดลง 47% เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการยกเลิกสิทธิประโยชน์ De Minimis หรือเกณฑ์มูลค่าสินค้านำเข้าขั้นต่ำที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและไม่ต้องทำเอกสารนำเข้าที่ซับซ้อน ที่ทำให้การส่งสินค้าราคาถูกจากจีนไปยังอเมริกาแพงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนไปยังตลาดหุ้นทันที โดยหุ้น PDD Holdings ปรับตัวลดลงกว่า 13% หลังประกาศผลกำไรที่ผิดหวัง
ข้อมูลจาก Reuters ชี้ให้เห็นว่า จำนวนผู้ใช้งานรายวันของ Temu ในสหรัฐฯ ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งหลังจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษี ส่งผลให้การใช้จ่ายด้านโฆษณาลดลงและทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาอ่อนแอลง
โอกาสใหม่ในปี 2568
การผ่อนผันภาษีชั่วคราวในปี 2568 เปิดโอกาสให้ Temu กลับมาแข่งขันในตลาดอเมริกาอีกครั้ง บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์และเสนอราคาที่แข่งขันได้กับคู่แข่งท้องถิ่นอย่าง Walmart, Target และ Amazon
แม้ว่าจะยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่สำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันแล้ว การกลับมาของ Temu ในฐานะทางเลือกสินค้าราคาถูกถือเป็นข่าวดีในช่วงที่ค่าครองชีพยังคงสูง
บริษัทแม่ PDD Holdings รายงานรายได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 อยู่ที่ 14.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของธุรกิจแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายการค้า
มองไปข้างหน้า
นักวิเคราะห์ตลาดเชื่อว่า Temu จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดค้าปลีกออนไลน์ในอเมริกา แม้ว่าจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จระยะยาวของ Temu จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้ การรักษาคุณภาพสินค้า และการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในตลาดอเมริกา
สำหรับผู้บริโภค การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดอีคอมเมิร์ซหมายถึงทางเลือกที่มากขึ้นและราคาที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระยะยาวแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
