ท่องเที่ยวกลายเป็นสมรภูมิเศรษฐกิจ ญี่ปุ่น–จีน ใช้ความปลอดภัยและ ‘การท่องเที่ยว’ เป็นอาวุธใหม่
เมื่อการท่องเที่ยวถูกดึงเข้าสู่สงครามนโยบายระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นและจีนกำลังแสดงให้เห็นว่า “การเดินทางของประชาชนไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่เป็น Soft Power ที่สร้างหรือทำลายเศรษฐกิจได้ทันที” ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน เมื่อกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกข้อมูลอาชญากรรมฉบับพิเศษเพื่อโต้กลับคำเตือนของจีนที่กล่าวหาว่าญี่ปุ่นไม่ปลอดภัย

รายงานจาก Kyodo News / Mainichi English, 22 พฤศจิกายน 2025 เปิดเผยว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้เผยแพร่สถิติอาชญากรรม โดยระบุว่าอัตราเหตุรุนแรงทั่วประเทศ ลดลงต่อเนื่อง และต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีน ก็ “ลดลง” ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง นี่ไม่
ใช่แค่ข้อมูลทั่วไป แต่เป็น “การตอบโต้เชิงนโยบาย” ต่อการที่ปักกิ่งเตือนพลเมืองของตนให้ระวังการเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงความขัดแย้งด้านไต้หวันและการทูต
คำถามสำคัญคือ ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้ตัวเลขอาชญากรรมตอบโต้กัน?
ญี่ปุ่นเลือกใช้สถิติเป็นเกราะป้องกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจบริการ การเดินทางมาญี่ปุ่นเคยสร้างรายได้มากกว่า หนึ่งในสี่ ของรายรับท่องเที่ยวทั้งหมด ทำให้การที่จีนออกคำเตือนเรื่องความปลอดภัยส่งผลกระทบแบบทันทีทันใด
ยอดยกเลิกทัวร์และเที่ยวบินกว่า 543,000 ราย (เกือบ 40% ของการจอง) คือสัญญาณว่าการเดินทางของประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันเชิงเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องมีประกาศห้ามอย่างเป็นทางการ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนเลือกใช้ “สิทธิในการเดินทางของประชาชน” กดดันต่างประเทศ ย้อนกลับไปปี 2017 เมื่อเกาหลีใต้อนุญาตให้สหรัฐติดตั้งระบบ THAAD นักท่องเที่ยวจีนถูกกดดันไม่ให้เดินทาง ส่งผลให้ภาคค้าปลีกและท่องเที่ยวของเกาหลีขาดรายได้อย่างหนัก ญี่ปุ่นรู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกัน และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริงเชิงสถิติ
เมื่อความเสี่ยงจากจีนชัดเจนขึ้น ญี่ปุ่นเริ่มหาทางลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มเดียว คาดว่าจะเร่งทำตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทยเป็นหนึ่งนประเทศเป้าหมาย) อินเดีย และตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มนักเดินทางเดี่ยวและนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจท้องถิ่นจะปรับรูปแบบบริการจากแพ็กเกจทัวร์กรุ๊ป ไปสู่การตลาดออนไลน์และประสบการณ์เฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น Wellness, Luxury Travel และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ความขัดแย้งด้านข้อมูลท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น จีนอาจตอบโต้ด้วยข่าวด้านความปลอดภัย ญี่ปุ่นจะเปิดเผยสถิติใหม่อย่างสม่ำเสมอ ความปลอดภัยกลายเป็น “สนามรบเชิงการสื่อสาร”
ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนความจริงใหม่ของเศรษฐกิจเอเชีย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้เป็นแค่ Soft Power ที่สร้างภาพลักษณ์ แต่กลายเป็น “อาวุธเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้ทั้งในการปกป้องตนเองและกดดันคู่แข่ง ความปลอดภัยที่เคยเป็นเพียงจุดขาย ถูกยกระดับเป็นทรัพย์สินทางเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นใช้ตอบโต้ข้อกล่าวหา และรักษาเสถียรภาพของรายได้ภาคบริการ

ญี่ปุ่นปีทองการท่องเที่ยว แต่เจอแรงกระแทกจากวิกฤตจีน–ญี่ปุ่น รายได้ชะงัก หุ้นท่องเที่ยวร่วง และสัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ปี 2025 ถูกมองว่าเป็น “ปีทองของการท่องเที่ยวญี่ปุ่น” ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวที่พุ่งสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ค่าเงินเยนที่อ่อน ทำให้การเดินทางและช้อปปิ้งในญี่ปุ่นถูกลงอย่างมาก ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ทะลุ 31.65 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 18% พร้อมคาดการณ์ว่าปลายปีนี้ญี่ปุ่นอาจทำสถิติ แตะ 40–45 ล้านคน จากปีที่ผ่านมาที่ 36.9 ล้านคน แซงหน้าประเทศไทยแบบไม่เห็นฝุ่น ทั้งในตัวเลขผู้เดินทางและมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว
หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต คือ นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใช้จ่ายสูงที่สุด โดยเดินทางเข้าญี่ปุ่นมากกว่า 650,000 คนในเดือนกันยายนเพียงเดือนเดียว และมักทุ่มเงินกับแบรนด์เนม ห้างหรู และสวนสนุกระดับโลก เช่น โตเกียวดิสนีย์แลนด์ แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียดในช่วงปลายปี 2025 กลับทำให้ตลาดนี้เริ่มสะดุดอย่างรุนแรง
จีนออกคำเตือนด้านความปลอดภัยไม่ให้ประชาชนเดินทางไปญี่ปุ่น อ้างปัญหาด้านความเสี่ยง ซึ่งกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทันทีในตลาดหุ้นญี่ปุ่น หุ้นที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวร่วงระนาว เช่น
• Isetan Mitsukoshi ห้างหรูที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจีน ลงแรงถึง 10.7%
• Oriental Land (ผู้บริหาร Tokyo Disneyland) ร่วง 5.9%
• Japan Airlines (JAL) ลดลง 4.4%
คำเตือนเพียงหนึ่งฉบับ สามารถทำให้ทั้งภาคค้าปลีก โรงแรม และสายการบินสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างฉับพลัน นักวิเคราะห์จาก Nomura Research Institute ประเมินว่าหากแรงกระทบนี้ยืดเยื้อ อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.2 ล้านล้านเยนต่อปี (14.23 พันล้านดอลลาร์) และทำให้ตัวเลข GDP หดตัวทันที 0.2–0.36 เปอร์เซ็นต์
ผลกระทบไม่ได้สะท้อนเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ยังรวมถึงการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว เนื่องจากหลายธุรกิจเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่สินค้าแบรนด์เนม ร้านปลอดภาษี ไปจนถึงธุรกิจประสบการณ์หรู เช่น Onsen โรงแรมพรีเมียม และร้านอาหารเชฟมิชลิน
ยิ่งไปกว่านั้น ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้ทั้งนักท่องเที่ยวจีนและญี่ปุ่น ต้องเฝ้าระวังคำเตือนการเดินทางอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงจุดหมายที่อาจมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต จึงไม่ใช่แค่เรื่องปลายปีนี้ แต่เป็นสัญญาณว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจกลายเป็นตัวแปรของความขัดแย้งทางการเมืองเอเชียต่อเนื่อง”
สรุปได้ว่า แม้ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวในปี 2025 แต่ความพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตลาดที่ดูแข็งแรงสามารถเปราะบางได้ในทันทีที่เจอแรงกดดันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นและนายกรัฐมนตรีกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่า “จะไม่ฝากเศรษฐกิจไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง” โดยเลือกตอบโต้ด้วยข้อมูลเชิงสถิติเรื่องความปลอดภัย และเร่งเปิดตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นแทนการง้อจีน
แหล่งข้อมูล
https://www.tourism.jp/en/tourism-database/stats/inbound/?utm_source=chatgpt.com
https://www.jtbcorp.jp/en/newsroom/2025/01/09_jtb_2025-travel-trend-outlook.html?utm_source=chatgpt.com
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/japans-tourism-shares-slump-diplomatic-rift-with-china-worsens-2025-11-17/?utm_source=chatgpt.com
https://adept.travel/news/2025-11-19-china-japan-tensions-hit-travel-tourism
https://mainichi.jp/english/articles/20251122/p2g/00m/0na/017000c

