Kraft Heinz ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศแผนครั้งประวัติศาสตร์ เตรียมแยกกิจการออกเป็นสองบริษัทอิสระภายในปี 2026 เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการ “ย้อนกลับ” ดีลควบรวมมูลค่ามหาศาลเมื่อปี 2015 ที่มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ 3G Capital อยู่เบื้องหลัง
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ Kraft Heinz จะจัดพอร์ตธุรกิจออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน
บริษัทหนึ่งเน้นแบรนด์เติบโตเร็ว (Growth Brands)
- Heinz ketchup
- Philadelphia cream cheese
- Kraft Mac & Cheese

อีกบริษัทดูแลสินค้าเติบโตช้า (Stable & Packaged Foods)
- Oscar Mayer
- Kraft Singles
- Lunchables
เมื่อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แห่ง Berkshire Hathaway ร่วมมือกับ 3G Capital จัดการควบรวมระหว่าง Heinz และ Kraft ในปี 2015 ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม บริษัทที่เกิดใหม่ประสบกับยอดขายที่ร่วงลงต่อเนื่องถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน มูลค่าหุ้นดิ่งลงมากกว่า 60% นับตั้งแต่การควบรวม บัฟเฟตต์ ยอมรับเองในภายหลังว่าเขาจ่ายเงินไปมากเกินไป และรู้สึกผิดหวังกับข้อตกลงนี้
ผู้บริโภคเปลี่ยน ธุรกิจต้องปรับ
ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวบริษัทเพียงอย่างเดียว รสนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ครัวเรือนต้องการทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ขณะที่ Kraft Heinz ยังคงผูกติดอยู่กับอาหารแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารปรุงแต่ง การแยกกิจการครั้งนี้จึงเป็นการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยแบ่งแบรนด์ออกตามศักยภาพการเติบโต บริษัทแรกจะได้แบรนด์ดาวเด่น อย่าง Heinz ketchup, Philadelphia cream cheese และ Kraft Mac & Cheese ที่ยังคงเติบโตได้ดี ส่วนบริษัทที่สองจะรับผิดชอบแบรนด์ที่เติบโตช้าลง เช่น Oscar Mayer, Kraft Singles และ Lunchables

เดิมพันแห่งอนาคต
การแยกกิจการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการแยกกันในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 มีค่าใช้จ่ายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ แต่ผู้บริหารเชื่อว่าจะคุ้มค่า เหตุผลง่ายๆ คือ แต่ละบริษัทจะสามารถโฟกัสได้ชัดเจนขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้ตรงจุดมากขึ้น และใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การย้อนกลับการควบรวมครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับวงการธุรกิจว่า ไม่ใช่ทุกการรวมตัวที่จะสร้างพลังได้ บางครั้งการแยกทางอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า
แม้ บัฟเฟตต์ จะแสดงความผิดหวัง แต่เขาไม่ได้ออกมาขัดขวางการตัดสินใจนี้ เพราะเข้าใจดีว่าบางครั้งการปล่อยให้อิสระอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับตลาดอาหารที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีองค์กรที่เล็กกว่า คล่องตัวกว่า และโฟกัสได้ชัดเจนกว่า อาจเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตในยุคใหม่ การแยกกิจการของ Kraft Heinz จึงไม่ใช่เพียงการยอมแพ้ต่อการควบรวมที่ล้มเหลว แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่อาจพิสูจน์ได้ว่า บางครั้งสองก็ดีกว่าหนึ่ง

