ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยข่าวใหญ่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับโครงการศูนย์ข้อมูล AI ขนาดยักษ์ของ Meta Platforms ชื่อ “Hyperion” ที่รัฐหลุยเซียนา ซึ่งมีงบประมาณก่อสร้างสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนในวอลล์สตรีทต้องตะลึงคือ งบประมาณที่เพิ่มขึ้นกระฉูดจากการประมาณการเดิม 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 5 เท่าตัว คิดเป็นเกือบ 70% ของงบลงทุนทั้งปีของ Meta
ศูนย์ข้อมูลมหึมาใหญ่เกือบเท่าเกาะแมนฮัตตัน
โครงการ Hyperion ไม่ใช่การลงทุนธรรมดา ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ของ Meta และจะเป็นกุญแจสำคัญในความทะเยอทะยานด้าน AI ของซีอีโอ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
ทรัมป์กล่าวว่าโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการศูนย์ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทใหญ่ โดยมีขนาดพื้นที่ครอบคลุม 2,250 เอเคอร์ ใหญ่พอที่จะทับซ้อนกับพื้นที่แมนฮัตตันถึง 81% ประกอบด้วยอาคารขนาดใหญ่ 9 หลัง รวมพื้นที่ประมาณ 4 ล้านตารางฟุต
การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการมหาศาลนี้ Meta ไม่ได้ทำคนเดียว บริษัทได้ระดมทุน 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ผ่านบริษัทลงทุนชั้นนำ โดยเงินกู้ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์มาจาก Pacific Investment Management Company (PIMCO) ส่วนเงินลงทุนอีก 3 พันล้านดอลลาร์เป็นส่วนของ Blue Owl Capital
การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการใช้เงินทุนเองทั้งหมดมาเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงินนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นบนงบดุลมากเกินไป พร้อมเร่งการลงทุนด้าน AI ได้เร็วขึ้น
ปัญหาภายใน “พนักงาน AI หนีกระจาย”
แม้จะมีการลงทุนอย่างหนัก แต่ Meta กำลังเผชิญกับปัญหาภายในที่น่าใจหาย พนักงาน AI หลายคนเริ่มลาออกจากบริษัท สาเหตุหลักมาจากบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียด การเปลี่ยนแปลงทิศทางบ่อยครั้ง และการปรับโครงสร้างที่ไม่หยุด
ในปี 2025 Meta ปลดพนักงานประมาณ 10% ของจำนวนทั้งหมด เพื่อลดต้นทุนและมุ่งเน้นลงทุนใน AI ส่งผลให้พนักงานหลายคนรู้สึกถูกกดดันและมีความวิตกกังวลสูง
ปรับโครงสร้าง AI ครั้งที่ 4 ใน 6 เดือน
สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยุ่งเหยิงภายในคือ Meta วางแผนปรับโครงสร้างแผนก Superintelligence Labs เป็นครั้งที่ 4 ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ TBD Lab, FAIR, ทีมผลิตภัณฑ์ และทีมโครงสร้างพื้นฐาน
การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้พนักงานหลายคนสับสน และส่งผลให้ตัวชูโรงของทีม AI ย้ายไปยังบริษัทคู่แข่งอย่าง OpenAI และสตาร์ทอัพด้าน AI อื่นๆ
การเปิดเผยงบประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ทำให้นักลงทุนในวอลล์สตรีทเริ่มตั้งคำถาม การลงทุนมหาศาลนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือจะกลายเป็นการลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรและมูลค่าหุ้น
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI กับคู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft โดยยอมรับต้นทุนสูงในระยะสั้นเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว
แผนการก่อสร้างหลายเฟสถึงปี 2030
โครงการ Hyperion จะดำเนินการก่อสร้างเป็นเฟสๆ จนถึงปี 2030 โดยเฟสแรกคาดว่าจะใช้งานได้ในปี 2026 นอกจากนี้ยังมีแผนเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น
แม้จะเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ Meta ยังคงมีโอกาสสูงที่จะบรรลุเป้าหมาย AI ระยะสั้น ด้วยการมีผู้ใช้งาน AI มากกว่า 700 ล้านคนในปัจจุบัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 พันล้านคนในระยะสั้น
รายได้ไตรมาส 2 ปี 2025 ของ Meta เติบโต 22% เป็น 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์ โดย 22% มาจากเครื่องมือโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมและรายได้โฆษณา
ซักเคอร์เบิร์กยืนยันว่า AI superintelligence จะเปลี่ยนแปลงทั้งธุรกิจและผู้ใช้งาน โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูง แทนที่จะเป็นการแทนที่งานมนุษย์
การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Meta
โครงการ Hyperion ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของ Meta ในสงคราม AI ระดับโลก ถึงแม้จะต้องเผชิญกับปัญหาภายในและความกังวลจากนักลงทุน แต่ด้วยทรัพยากรและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน Meta ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งเพื่อแข่งขันในอนาคตของเทคโนโลยี AI
การลงทุนมหาศาลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในยุค AI ที่จะกำหนดอนาคตของโลก

