TOPS DAILY x TOPS WINE CELLAR

โมเดลธุรกิจค้าปลีกไทย ปรับตัวจากร้านเล็กที่โตขึ้น สู่ร้านใหญ่ที่ย่อตัวลง

ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าเราย้อนกลับไปดูเมื่อ 10-15 ปีที่แล้ว กฎเกณฑ์ของตลาดค่อนข้างชัดเจน: ร้านสะดวกซื้อยึดพื้นที่เล็กๆ ใกล้บ้าน ส่วนไฮเปอร์มาร์เก็ตสร้างสาขายักษ์ใหญ่เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการช้อปปิ้งแบบครบครัน

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เราเห็นร้านสะดวกซื้อขยายขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตกลับหดตัวลงและปรับรูปแบบใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อร้านสะดวกซื้อเริ่ม “คิดใหญ่”

เซเว่น-อีเลฟเว่น ผู้นำตลาดร้านสะดวกซื้อไทย ทีเ่พิ่งเปิดตัวแคมเปญแสตมป์ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อ “เซเว่นฯ แสตมป์ เฮลโล ฮีลใจ เพื่อนใหม่สุดจึ้ง ตัวตึงเอเชีย” ผนึก 2 คาแรกเตอร์ดัง “น้องเนย (BUTTERBEAR)” และ “พี่คิตตี้ (HELLO KITTY)” ร่วมสร้างปรากฏการณ์ฮีลใจ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มทั่วไทย เริ่ม 24 สิงหาคมนี้นั้น ได้ปรับเปลี่ยนเปิด “ร้านไซส์ใหญ่” ที่มีพื้นที่ประมาณ 250-300 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นจากขนาดดั้งเดิมเพียง 80-100 ตารางเมตร การขยายตัวนี้มาพร้อมกับที่จอดรถและสินค้าหลากหลายมากขึ้น ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้สะดวกยิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจคือ Tops Daily เครือเซ็นทรัล ได้ออกโมเดล “ไฮบริด” ที่ผสานร้านสะดวกซื้อเข้ากับร้านไวน์เฉพาะทาง ภายใต้แนวคิด Tops Daily x Tops Wine Cellar โดยเปิดนำร่องแล้ว 13 สาขาในแหล่งท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สมุย และพัทยา เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทั้งของใช้ประจำวันและเครื่องดื่มพรีเมียมในที่เดียว

รวมทั้งการขยายไปยังโมเดลอื่นๆ ทั้ง The Baker และ Looks เพื่อปรับให้สโตร์แต่ละโลเคชั่นให้เข้ากับกลุ่มผู้บริโภคในชุมชนนั้นๆ ตามข้อมูล Big Data ของ The1

CJ Express ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยการพัฒนาโมเดล “CJ More” ซึ่งเป็นซูเปอร์คอนวีเนียนสโตร์ขนาดประมาณ 300 ตารางเมตร ทำหน้าที่คล้ายคอมมูนิตี้มอลล์ขนาดเล็ก มีสินค้าครบวงจรและพื้นที่จอดรถรองรับ กลยุทธ์นี้เป็นการ “ป่าล้อมเมือง” ของเครือคาราบาวกรุ๊ปที่เข้ามาท้าชิงตลาดร้านสะดวกซื้อไทย

เมื่อไฮเปอร์มาร์เก็ตเริ่ม “คิดเล็ก”

ในทางกลับกัน บิ๊กซีและโลตัส กำลังปรับเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ จากที่เคยสร้างสาขาขนาดยักษ์ใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร พร้อมลานจอดรถมหาศาล ตอนนี้หันมาเปิดสาขาใหม่ที่เล็กลงมาก เหลือเพียงประมาณ 3,000-5,000 ตารางเมตรเท่านั้น

โลตัสยุคใหม่หลายแห่งอยู่ในรูปแบบ “สมาร์ทคอมมูนิตี้มอลล์” ที่ผนวกซูเปอร์มาร์เก็ตเข้ากับศูนย์การค้า โดยพื้นที่ของตัวห้างโลตัสเองลดเหลือประมาณ 8,000 ตารางเมตรจากโมเดลเดิม 12,000 ตารางเมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือถูกเติมเต็มด้วยโซนร้านอาหาร แหล่งบันเทิง และร้านค้าเช่าอื่นๆ ตามแนวคิด “Food, Fun and Family”

เหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง

การเติบโตของ Mobile Commerce และ E-commerce

ทำให้ลูกค้ามีช่องทางซื้อสินค้าหลากหลายมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาสาขาขนาดใหญ่เป็นตัวเลือกเดียวอีกต่อไป ความสำคัญของ “โลเคชั่น” ลดลงเมื่อลูกค้าสามารถสั่งซื้อผ่านมือถือและรับสินค้าที่บ้านได้

ร้านค้าต้องกลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์

ลูกค้ายุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่การซื้อของ แต่ยังต้องการประสบการณ์และการใช้เวลาในร้านค้าด้วย ทำให้ไฮเปอร์มาร์เก็ตต้องปรับบทบาทเป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิต (Lifestyle Center) ด้วยการเพิ่มศูนย์อาหาร ร้านกาแฟ โซนพักผ่อน และกิจกรรมภายในร้าน

พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป

ผู้บริโภคไทยรุ่นใหม่มีพฤติกรรม “จ่ายน้อยลงต่อครั้ง แต่มาบ่อยขึ้น” อย่างชัดเจน ภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นและจะกลับมาซื้ออีกเมื่อของใกล้หมด ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กใกล้บ้านได้รับความนิยมสูงขึ้น

ความ Value Conscious ที่เพิ่มขึ้น

ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้าเป็นพิเศษ มีการเปรียบเทียบราคาและมองหาสินค้าโปรโมชั่นอยู่ตลอด จากการสำรวจพบว่าลูกค้าไทยนิยมซื้อสินค้าช่วงจัดโปรโมชั่นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 29% ของการซื้อทั้งหมด

อนาคตของค้าปลีกไทย

โมเดลค้าปลีกยุคใหม่กำลังเดินเข้าสู่สมการใหม่: ร้านเล็กต้องโตขึ้นให้ครอบคลุมความต้องการใกล้บ้าน ร้านใหญ่ต้องย่อส่วนลงและปรับตัวให้เป็นมากกว่าที่ช้อปปิ้ง เพื่อให้สอดรับกับชีวิตของผู้บริโภคยุคดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้เล่นค้าปลีกอยู่รอดในสภาวะการแข่งขันสูง แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโต ไม่ว่าจะผ่านการเปิดสาขารูปแบบใหม่ การร่วมมือระหว่างแบรนด์ (เช่น แม็คโครกับโลตัส) หรือการใช้ประโยชน์จาก Big Data มาวิเคราะห์เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

ท้ายที่สุด ผู้ที่จะชนะใจผู้บริโภคได้ คือผู้ที่ปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นการปรับตัวสู่ยุคใหม่ที่ผู้บริโภคมีอำนาจเลือกมากขึ้น และต้องการความสะดวกพร้อมประสบการณ์ที่ดีในเวลาเดียวกัน