อาหารทะเลแช่แข็ง กุ้งไทยคุณภาพส่งออก

กุ้งไทยฟื้นคืนชีพ เมื่อภาษีทรัมป์กลายเป็นโอกาสทอง

อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ดูเหมือนจะสร้างอุปสรรค แต่กลับกลายเป็นโอกาสเปิดทางให้กุ้งไทยกลับมา “เล่นใหญ่” ในตลาดสหรัฐฯ อีกครั้ง ไทยยูเนี่ยน ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลของโลก มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้

ธุรกิจมหึมา 36,000 ล้านบาท ที่รออุบัติการณ์ใหม่

ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป โดยสองผู้บริหาร นายธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และนางสาวพนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช ได้แถลงข่าวครบรอบ 8 ปี แบรนด์คิวเฟรชสำหรับการทำตลาดในประเทศไทย ว่าไทยยูเนี่ยนกรุ๊ปครอบครองธุรกิจกุ้งแช่แข็งทั่วโลกด้วยรายได้รวม 36,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ ประเทศไทยมีส่วนสำคัญถึง 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 4,000 ล้านบาท และส่งออกมากกว่า 10,000 ล้านบาท สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักด้วยยอดขาย 4,500 ล้านบาท ตามมาด้วยตลาดในประเทศและญี่ปุ่น

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้ตลาดในประเทศแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับสอง เนื่องจากคนไทยหันมาบริโภคอาหารแช่แข็งและสินค้าคุ้มค่ามากขึ้น สะท้อนถึงการปรับตัวของตลาดในยุคที่ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก

นายธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

เมื่อภาษีทรัมป์กลายเป็นดาบสองคม

ตัวเลขภาษีนำเข้าสูงสุด 19% ที่สหรัฐฯ จัดเก็บจากกุ้งไทย ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนทันทีทีเดียว แต่นี่อาจเป็นพรมแดนที่ไทยต้องข้าม เพราะคู่แข่งหลักอย่างอินเดียและเวียดนามต้องเผชิญทั้งภาษีและมาตรการ Anti-Dumping พร้อมกัน ทำให้การเข้าตลาดสหรัฐฯ ยากขึ้นอย่างมาก

ในระยะสั้น บริษัทยอมรับว่ามีการเร่งปิดออเดอร์จำนวนมากก่อนที่ภาษีจะมีผล ทำให้ราคาในประเทศยังคงแข็งแกร่ง แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น กลุ่มร้านอาหารจะได้รับผลกระทบน้อยเพราะต้นทุนอาหารโดยรวมปรับตัวขึ้นเพียง 9% ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอาจต้องลดกำไรเพื่อประคองราคา

ส่วน Qfresh แบรนด์อาหารทะเลแช่แข็งในเครือไทยยูเนี่ยนที่ทำตลาดภายในประเทศไทยในปีนี้ครบรอบ 8 ปี ต้องปรับกลยุทธ์เช่นกัน เมื่อยอดขายร้านอาหาร บุฟเฟ่ต์ และสตรีทฟู้ดลดลง 10-30% จากภาวะเศรษฐกิจซบเซา Qfresh จึงหันไปรุกตลาดโมเดิร์นเทรดและช่องทางออนไลน์ผ่าน Facebook และ TikTok เพื่อกระตุ้นยอดขายที่ยังเติบโตได้

นางสาวพนิตตา มิ่งสูงเนิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แบรนด์คิวเฟรช

กลยุทธ์ 3 มิติ สู่การฟื้นคืนอำนาจ

ผู้บริหารไทยยูเนี่ยนชี้ว่า ปี 2568 บริษัทต้องติดตามปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน คือ ราคากุ้งในประเทศที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนเกษตรกรและความต้องการส่งออก ภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะเป็นตัวแปรใหญ่ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในสหรัฐฯ และไทยที่เข้าสู่ยุคเลือกสินค้าคุ้มค่ามากกว่าลักชัวรี

Qfresh ตั้งเป้าขยายยอดขายจาก 300 ล้านบาทปัจจุบัน เป็น 500 ล้านบาทภายในปี 2571 หรือเติบโต 66% คิดเป็น 10% ของตลาดอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 4,000 ล้านบาทในปีนี้ เป็น 5,000 ล้านบาทใน 3 ปี พอร์ตสินค้าครอบคลุมกุ้ง 42% และอาหารทะเลอื่นๆ เช่น แซลมอน ปลากะพง ฮามาจิ และหอยเชลล์อีก 58%

จากจุดต่ำสุดสู่การกลับมาอีกครั้ง

หากย้อนกลับไปช่วงปี 2007-2012 ไทยเคยครองตำแหน่งผู้นำการส่งออกกุ้งของโลก แต่โรคระบาดในฟาร์มกุ้งอย่าง EMS ตั้งแต่ปี 2012 ทำให้ความสามารถในการผลิตและส่งออกลดลงอย่างมาก จนไทยตกมาอยู่อันดับ 6 ของโลกในปี 2018 คิดเป็นเพียง 6% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งโลก

ปัจจุบันคู่แข่งอย่างอินเดีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีบทบาทโดดเด่นกว่า โดยเอกวาดอร์กลายเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตปีละ 1.3-1.4 ล้านตัน ขณะที่ไทยผลิตได้เพียง 0.27 ล้านตันในปี 2024

แม้จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ด้วยปริมาณส่งออก 27,287 ตัน มูลค่า 10,813 ล้านบาทในปี 2024 ตามมาด้วยญี่ปุ่นและจีน ซึ่งแต่ละแห่งมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกกุ้งไทย

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีในสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายทรัมป์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “กลับมาเล่นใหญ่” ของกุ้งไทยในตลาดโลกอีกครั้ง เมื่อคู่แข่งรายใหญ่ไม่สามารถเข้าตลาดสหรัฐฯ ได้สะดวก จะทำให้ลูกค้ารายใหญ่ในอเมริกามองไทยเป็นทางเลือกหลัก

พร้อมกับการเจาะตลاดญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศในเอเชียอื่นๆ ด้วยสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า