ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกีฬาอย่าง ไนกี้ (Nike) ตัดสินใจขยับหมากเกมครั้งสำคัญ เปิดตัวแคมเปญ Why Do It เป็นการตีความใหม่ของสโลแกนตำนาน Just Do It ที่ครองใจตลาดมาเกือบ 40 ปี เพื่อหวนคืนความสนใจจากนักกีฬารุ่นใหม่ยุค Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับคำถามและความระแวงใส่ใจต่อทุกสิ่งรอบตัว
แคมเปญชิ้นใหม่นี้นำเสนอผ่านโฆษณาทีวีความยาว 60 วินาที โดยเชิญดาราเด่นจากโลกกีฬามาร่วมแสดง ได้แก่ Carlos Alcaraz นักเทนนิสสเปน, Saquon Barkley ดาวรันนิ่งแบ็ค NFL, Caitlin Clark นักบาสเกตบอลหญิงปรากฏการณ์ และ LeBron James ราชาบาสเกตบอล ทุกคนล้วนถูกนำเสนอผ่านมุมมองของความกลัว ความกดดัน และความไม่แน่นอนที่ต้องเผชิญหน้าก่อนการตัดสินใจลงมือ

“ทำไมต้องทำ?” นั่นคือคำถามหลักที่ Nike ต้องการให้คนรุ่นใหม่ถามตัวเอง นิโคล กราแฮม รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายการตลาด อธิบายว่าการตั้งคำถามนี้จะเป็นการจุดประกายให้เยาวชนก้าวออกไปอย่างกล้าหาญ เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง และค้นพบความยิ่งใหญ่ที่รอคอยอยู่เมื่อพวกเขาตัดสินใจเริ่มต้น
บริษัทส่งสัญญาณชัดเจนว่าความยิ่งใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่เป็นทางเลือกและการตัดสินใจของแต่ละคน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้าใจพฤติกรรมกลุ่ม Gen Z ที่มักจะตั้งคำถาม วิเคราะห์ และต้องการเหตุผลที่ชัดเจนก่อนจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

แสงและเงาของการปรับเปลี่ยน
ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์และการตลาดให้ความเห็นแตกต่างกันต่อท่าทีกล้าหาญของ Nike หลายคนมองว่าเป็นการปรับตัวที่เหมาะสมกับยุคสมัย เพราะสามารถสร้างการมีส่วนร่วมใหม่กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความจริงใจและความเข้าใจลึกซึ้งมากกว่าเพียงการเร้าอารมณ์แบบง่าย ๆ
อีกด้านหนึ่งกลับเป็นห่วงว่า Nike อาจเสี่ยงเจือจางเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ที่สร้างมาหลายทศวรรษ Just Do It ไม่เพียงแต่เป็นข้อความทางการตลาด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอาจทำให้แฟนเก่าแก่รู้สึกแปลกใจและสับสน ความท้าทายจึงอยู่ที่การสื่อสารให้ละเอียดอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดการตีความผิดหรือสร้างความแตกแยกในกลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่

เป้าหมายลึกกว่าการขาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนการตื่นตัวของ Nike ต่อพลังซื้อของ Gen Z ที่เริ่มมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น กลุ่มคนรุ่นนี้ไม่เพียงมีรายได้และกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ยังให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น การรักษาความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมายใหม่จึงเป็นเรื่องของการอยู่รอดมากกว่าการเติบโต Why Do It จึงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนสโลแกน แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่พร้อมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว คงต้องรอดูจากปฏิกิริยาของตลาดในระยะยาว

